บ้านเมืองไทยในสายตานรนิติเศรษฐบุตรได้ รู้ เรื่อง จริง ยิ่ง กว่า ฟุตบอล

ได้ รู้ เรื่อง จริง ยิ่ง กว่า ฟุตบอล

บ้านเมืองไทยในสายตานรนิติเศรษฐบุตรได้ รู้ เรื่อง จริง ยิ่ง กว่า ฟุตบอล

ทวี สุรฤทธิกุล

“ท่านเป็นนักวิชาการแท้ ไม่ได้มุ่งหวังลาภผลอันใดทางการเมือง”

ผู้กล่าวประโยคนี้คือ ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรี และยังเป็นปรมาจารย์ในวิชาการหลาย ๆ แขนง ที่กล่าวถึงท่านอาจารย์นรนิติ เศรษฐบุตร ราชบัณฑิต และปัจจุบันดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในอดีตท่านทั้งสองเคยร่วมงานกันที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในช่วง พ.ศ. 2509 – 2515 โดยท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ไปทำหลักสูตรและเป็นอาจารย์สอนในโครงการไทยคดีศึกษา ส่วนท่านอาจารย์นิติเป็นอาจารย์หนุ่มที่เพิ่งจบการศึกษาด้านโซเวียตศึกษามาจากต่างประเทศ และสอนอยู่ในคณะรัฐศาสตร์ ทั้งสองท่านรู้จักกันดีพอสมควร คือนอกจากจะรู้จักกันในหน้าที่การงานแล้ว ท่านอาจารย์นรนิติยังเรียกได้ว่าเป็น “ชาวสวนพลู” อีกคนหนึ่ง เพราะเคยเดินเข้าออกบ้านท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ในซอยสวนพลูอยู่ในบางช่วงเวลา เว้นแต่ในช่วงที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี ดังคำพูดข้างต้นของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์นั้น

ที่นำเรื่องของท่านอาจารย์นรนิติมาเขียน ก็เพราะประสงค์ที่จะทบทวนอดีตบางอย่างของประเทศไทย พอดีผู้เขียนได้เอาเอกสารออกจากกล่องที่ขนมาจากมหาวิทยาลัย ภายหลังที่เกษียณอายุราชการมาเมื่อปีก่อน ได้เจอร่างคำกล่าวประกาศเกียรติคุณของผู้ที่ได้รับพระราชทานปริญญาเอกกิตติมศักดิ์ของท่านอาจารย์นรนิติ ที่ผู้เขียนเป็นคนร่าง ครั้งที่รักษาราชการเป็นคณบดีในครั้งที่ 3 ของสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ในช่วง พ.ศ. 2556 – 2557 เพราะผู้เขียนเป็นผู้เสนอชื่อท่านอาจารย์นรนิติว่าเป็นผู้สมควรได้รับพระราชทานในปีนั้นโดยไม่มีใครเสนอชื่อท่านอื่น สาขาวิชารัฐศาสตร์จึงบอกว่าใครเป็นผู้เสนอชื่อก็ให้คนที่เสนอชื่อนั้นเขียน ซึ่งก็ได้ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่สถาบันพระปกเกล้า ที่ท่านอาจารย์นรนิติเคยเป็นเลขาธิการอยู่ช่วงหนึ่ง นอกจากนั้นยังได้เจอหนังสือชื่อ “วันการเมือง” ที่พิมพ์โดยสถาบันพระปกเกล้า ใน พ.ศ. 2555 พอเปิดอ่านก็เจอข้อความที่สะดุดตาตรงคำนำที่ท่านอาจารย์นรนิติเขียนไว้

“วันการเมืองของไทยที่ผู้เขียนได้รวบรวมเขียนขึ้นในชุดแรกนี้ ได้มาจากการศึกษาค้นและเขียนเพื่อเสนอให้คนไทยได้สนใจเกี่ยวกับเหตุการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในอดีต เป็นการเขียนเรื่องราวบันทึกไว้ขนาดสั้น ๆ ไม่ได้วิเคราะห์และวิจารณ์อะไรมาก ทั้งนี้เพื่อเป็นพื้นฐานให้รู้ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นเสียก่อน จำนวนวัน 80 เรื่องที่เลือกมาเสนอนี้ ก็เลือกทั้งเรื่องราวที่ผู้คนรู้จักกันดีและที่คนอาจจะนึกไม่ถึงเลยมานำเสนอด้วย.. แต่ก็ยังมีเรื่องราวที่ยังเก็บมาไม่ครบทุกวันอีกหลายเรื่อง หากมีเวลาจะได้รวบรวมต่อไป”

ที่ผู้เขียนเน้นข้อความในคำนำของท่านอาจารย์นรนิติไว้ 2 – 3 แห่งนั้น ก็เพื่อจะนำเสนอว่าท่านอาจารย์นรนิติท่านเป็น “นักวิชาการที่แท้จริง” อย่างที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เคยอธิบายให้ผู้เขียนฟัง ครั้งที่ผู้เขียนเป็นเลขานุการของท่านอยู่ในบ้านซอยสวนพลู และต่อมาได้ออกมาเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชนี้ และผู้เขียนได้ถามท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ว่า อยากเป็นอาจารย์เก่ง ๆ แบบท่านต้องทำอย่างไร ซึ่งท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็พูดขึ้นมาเลยว่า อย่าเป็นเลยอาจารย์เก่ง ๆ ขอแค่ให้มีความสุขกับงานวิชาการนั้นก็พอ แล้วลูกศิษย์กับคนรอบข้างก็จะมีความสุขไปด้วย โดยท่านก็พูดต่อไปว่า ความสุขของนักวิชาการนั่นอยู่ตรงไหนรู้ไหม แล้วท่านก็ตอบว่า อยู่ที่ได้ค้นคว้าหาความรู้ และเก็บเกี่ยวความรู้นั้นไปเรื่อย ๆ อย่างที่คนเรียกท่านว่าเป็นพหูสูตนั้น ก็แปลตามตัวว่า “ผู้ฟังมาก” การฟังคนอื่นทำให้เราได้ความรู้ ผู้มีความรู้ย่อมแสวงหาความรู้อยู่เสมอ แม้แต่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ นักวิชาการต้องทำตัวเหมือน “ผู้แบกกระสอบใส่ความรู้”เพราะทุกอย่างรอบตัวเราเป็นความรู้ทั้งสิ้น เมื่อได้เห็นได้ยินอะไรก็เอามาใส่กระสอบสมองของเราไว้ พอมีเวลาก็เอาออก “มาคัดมาคิด” คือแยกแยะเพื่อใช้ประโยชน์ เช่น เอาไว้สอน หรือเอาไว้คุย ต่อไป ซึ่งก็เหมือนกับที่ท่านอาจารย์นรนิติได้เก็บเรื่องราวต่าง ๆ ของการเมืองไทยมารวมไว้ในหนังสือเล็ก ๆ “วันการเมือง” ของท่านเล่มนี้

ท่านอาจารย์นรนิติบอกความต้องการของท่านว่า หนังสือ “วันการเมือง” ต้องการเพียงเพื่อ “เสนอให้คนไทยสนใจเกี่ยวกับเหตุการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้น ไม่ได้วิเคราะห์และวิจารณ์อะไรมาก” แต่คนที่อ่านอย่างสังเกตก็จะพบว่า ในเนื้อหาที่คล้ายกับการสรุปเหตุการณ์ในแต่ละวันนั้น ก็มีการใช้คารมเชือดเฉือนและซ่อนแง่มุมให้คิดอยู่พอสมควร ซึ่งจะขอยกตัวอย่างสัก 2 เรื่อง เรื่องแรกเป็นเรื่องของการใช้ภาษาที่ “นุ่มนวลแต่แสบทรวง” และอีกเรื่องหนึ่งคือการฝากข้อคิดที่ “ฆ่าเผด็จการด้วยอารมณ์ขัน”

เรื่องแรกท่านพูดถึงเหตุการณ์วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 โดยได้บรรยายว่าวันนี้เป็นวันที่คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ที่นำโดยพลเอกสุนทร คงสมพงษ์ ได้ทำการรัฐประหารรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ แล้วให้มีการสอบสวนตรวจสอบทรัพย์สินนักการเมืองคนสำคัญหลายคน แต่สุดท้าย “คณะทหารเองที่ยึดอำนาจจากนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ก็จำเป็นจะต้องขอความร่วมมือจากนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ดังนั้น การที่จะตรวจสอบทรัพย์สินนักการเมืองที่ทำในช่วงแรกของการยึดอำนาจ จึงมีความเปลี่ยนแปลง ได้มีผลอะไรออกมามากนัก” อ่านแล้วผู้เขียนนี้ “ปวดจี๊ด” ที่กลางหัวใจ เพราะช่างเหมือนกันกับทหารบางคณะในภายหลัง ที่บอกว่า “เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน” แต่ก็อยู่มานานเกือบ 8 ปี แถมยังเอานักการเมืองที่ตัวเองบอกว่ารังเกียจมาก ๆ จนต้องจับเอาไปขังไว้เพื่อปรับทัศนคตินั้น มาเป็นพวกและตั้งพรรคการเมืองรองก้นอำนาจให้กับตัวเองอีกด้วย

อีกเรื่องหนึ่ง ท่านอาจารย์นรนิติเขียนถึงเหตุการณ์วันที่ 8 เมษายน 2491 ที่มีการ “จี้” ให้นายกรัฐมนตรีคือนายควง อภัยวงศ์ ลาออก ภายหลังจากที่ทหารเองนั่นแหละที่ให้นายควงขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี โดยให้เหตุผลในแถลงการณ์ทหารว่า “รัฐบาลล้มเหลวในการทำงาน” แต่ท่านอาจารย์นรนิติได้นำข้อความในหนังสืออัตชีวประวัติของจอมพลผิน ชุณหะวัณ หัวหน้าคณะรัฐประหาร มาเปิดเผยเพื่ออ้างอิงว่า ทหารต้องการที่จะจัดระเบียบนักการเมืองให้ดูเรียบร้อยขึ้น “ผู้แทนราษฎรบางคนนุ่งกางเกงขายาวและสวมเสื้อเชิ้ตปล่อยชาย เสื้ออยู่นอกกางเกงเข้านั่งประชุมในสภาผู้แทนราษฎร คณะรัฐประหารจึงขอร้องให้นายควง อภัยวงศ์ ลาออกจากนายกรัฐมนตรี” โดยท่านอาจารย์นรนิติได้ “เมนต์” ในตอนท้ายว่า “นับเป็นเหตุการณ์ที่ไม่น่าเชื่อเท่าใดนัก เปลี่ยนรัฐบาลแล้วจะแต่งตัวกันดีขึ้นจริงหรือ”

ถ้าจะเปลี่ยนประโยคนี้เสียใหม่ว่า “ลองจับทหารถอดเครื่องแบบออกมาแล้วลงเลือกตั้งด้วยกัน บ้านเมืองจะเรียบร้อยดีกว่านี้ไหม” ก็ฟังดูแสบ ๆ คัน ๆ ขำ ๆ ขัน ๆ ดีเหมือนกันนะครับ

ได้ รู้ เรื่อง จริง ยิ่ง กว่า ฟุตบอล บ้านเมืองไทยในสายตานรนิติเศรษฐบุตร

เกี่ยวกับผู้เขียน: aphelon

แนะนำ