ข้าวไทยยังไม่หายไปไหนเกมส์ pc เล่น 2 คน

เกมส์ pc เล่น 2 คน

ข้าวไทยยังไม่หายไปไหนเกมส์ pc เล่น 2 คน

บทความพิเศษ / ทีมงานหญ้าแห้งปากคอก(ท้องถิ่น)

ชาวนาไทยคือกระดูกสันหลังของชาติ

มีคำกล่าวขานที่เป็นเพลงปลุกใจให้รักชาติอย่างฮึกเหิมในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง จะว่าไปคำนี้ สมัยนี้ก็ยังไม่ตกยุค เพราะคนไทยต้องรับประทานข้าวเป็นอาหารหลัก ข้าวเป็นอาหารหลักของคนไทยมาแต่โบราณ คำถามที่ทักทายกันก็จะทักกันว่า “ทานข้าวหรือยัง” ในทางพระมหากษัตริย์ก็มี “พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ” ในทางชาวบ้านแน่นอนมีการทำบุญ “ขวัญข้าว” กันทุกภาคตามความเชื่อของแต่ละพื้นถิ่น ข้าวถือเป็น “วัฒนธรรมข้าว” ได้ เฉพาะในย่านอุษาคเนย์หรือสุวรรณภูมิแห่งนี้ ที่เป็นย่านยุทธศาสตร์ที่ดีที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง คือ “ประเทศไทย” ที่อุดมไปด้วยวัฒนธรรมมาแต่โบราณกาล เหนืออื่นใด “วัฒนธรรมข้าว” ในวิถีชีวิต ประเพณี และวัฒนธรรมต่างๆ ของไทยที่เกี่ยวเนื่องกับข้าว มันเป็น “อำนาจทางวัฒนธรรม” (soft power) โดยวัฒนธรรมที่เป็นเรื่องของความเชื่อ วิถีชีวิต การยึดถือ ที่สืบทอดต่อๆ กันมาของกลุ่มชนจากรุ่นสู่รุ่นถึงปัจจุบัน ที่เห็นว่าดีงาม แต่หากไม่ดี ผลจะตรงข้าม

นอกจากนี้เศรษฐกิจรากหญ้าในบ้านนอกก็เป็นของชาวนาชาวไร่อยู่เหมือนเดิม เพียงแต่อาจเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปบ้าง ภาพนี้ไม่เปลี่ยน มันเห็นภาพชัดเมื่อคนติดเชื้อโควิด และกลุ่มเสี่ยงโควิดได้กระจายตัวกลับบ้านกันอย่างถ้วนหน้า หลายคนกลับไปบ้านเพื่อจะไปทำงานที่บ้าน ประจวบกับช่วงก่อนฝนพอดี ที่คนอีสานแรงงานต่างถิ่นได้กลับชนบทบ้านนอกเริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายน กรกฎาคม 2564 ที่ผ่านมาเมื่อ 4 เดือนที่ผ่านมา ด้วยหวังว่าเศรษฐกิจรากหญ้าบ้านนอกจะได้ลืมตาอ้าปากบ้าง คนบ้านนอก “เมื่อฝนท่วม ต่อไปก็ฝนแล้ง หน้าหนาว” นี่ก็หน้าฝนแล้ว กำลังจะปลายฝน แล้วก็ต้นหนาวในปลายปีพฤศจิกายน ธันวาคม ที่ต้องเกี่ยวข้าวกัน ลองมาดูเรื่องข้าวแบบบ้านๆ กันสักตั้ง ไม่ต้องไปอ้างหลักทฤษฎีใด เอาที่เห็นๆ แล้วกัน

ข้าวไทยหายไปไหน

ประเทศไทยเป็นผู้นำด้านการส่งออกข้าวในตลาดโลกในตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา แต่มีคำถามว่า “ข้าวไทย(หาย)ไปไหน” เป็นปริศนาธรรมที่คนปัจจุบันต้องมาหาคำตอบกัน ชาวนากับข้าวไทย ข้าวไทยการตลาดตอนนี้แย่ ข้าวไทยตอนนี้แย่มาก ในสถานการณ์ทางการเมืองมันส่งผลไปถึงความเชื่อมั่นศรัทธาในรัฐบาลด้วย รัฐจะรอดหรือจะจอดก็ในฤดูเก็บเกี่ยวนี่แหละมั้ง ก็เพราะปัญหาที่หมักหมมไว้เกินเยียวยา รอระเบิด หนึ่งในนั้นอาจเป็นปัญหาชาวนาชาวไร่ เรื่องข้าวๆ ก็ได้

ชาวนาบ้านนอกมีชีวิตเดิมๆ วนเวียนพันธุ์ข้าวนิยม การตกกล้า การดำนา (นาปี นาปรัง) การไถ การหว่าน การเกี่ยว รวมถึงนายทุนโรงสี ฯลฯ ปัจจุบันมีมาใหม่ เช่น มีการปลูก การเกี่ยวข้าวด้วยรถ การทำนาแปลงใหญ่ ไม่มีประเพณีลงแขก ไม่มีสาโทตีข้าว เด็กรุ่นใหม่ไม่รู้จักการปลูกข้าว ชาวนาหลายแห่ง ปลูกข้าวขายเชิงพาณิชย์ ให้แก่นายทุน เช่น แถว จ.อยุธยา แถวทุ่งกุลา แถวเขตชลประทาน จะทำนากันปีละ 3 ครั้ง มิได้ปลูกขายไว้กิน หรือ ไว้ขายส่วนตัว แต่เน้นเชิงพาณิชย์เอากำไรมากๆ ที่สุด เพื่อขายแก่นายทุน เป็น “นาข้าวเชิงพาณิชย์” ที่คนปลูกข้าวอาจไม่ได้เป็นชาวนา หรือเป็นชาวนาก็จริงแต่ปลูกข้าวเน้นเพื่อการส่งขาย

ที่ตลกร้ายของชาวนาไทยกับข้าวไทย ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่ ก็คือ “ชาวนาขายข้าวเปลือก แต่ซื้อข้าวสารกิน” ที่สมัยก่อนปลูกข้าวเอาไว้กิน ที่เหลือคือทุนในการดำรงชีพ ที่ขายได้ราคาสูง ปัจจุบันขายขาดทุน ชาวนาไทยขายข้าวเปลือก กก.ละ 4.5 บาท “ถูกกว่ามาม่า” เพราะ demand supply ข้าวไทยมีปัญหา supply chain ของที่มาป้อนมีปัญหา การส่งออกมีคู่แข่ง และต่างประเทศเริ่มปลูกข้าวขาย ฉะนั้น ในระบบเศรษฐกิจของข้าวนั้น หากปล่อยไปตามกลไกของตลาด การแข่งขันเสรีมันนำไปสู่การผูกขาด และไม่เป็นธรรม “ปลาใหญ่กินปลาเล็ก กวาดเรียบกินรวบ” ที่เรียกว่า “the winner take all” “วัฏจักร ปลาใหญ่ กินปลาน้อย” ก็วนเวียนเช่นเดิม ชาวบ้านชาวนาเสียเปรียบวันยังค่ำ รัฐจึงต้องเข้าไปพยุงราคา เข้าไปอุดหนุนใน บางขั้นตอน จึงมีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร มีการส่งเสริมการลงทะเบียนชาวนา ยื่นแบบ ทบก.01 หรือ “เกษตรกรผู้ขอขึ้นทะเบียนจะต้องเป็นผู้ประกอบกิจกรรมการเกษตร เป็นอาชีพหลัก” ตามเป้าหมายรัฐ 5.7 ล้านครัวเรือน โดยเฉพาะโครงการประกันรายได้พืช 4 ชนิด คือ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน ตามระเบียบคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ว่าด้วยการขึ้นทะเบียนเกษตรกร พ.ศ.2554 พืชหลักๆ ของไทย ณ เวลานี้ พืชผลทางการเกษตรที่รัฐควรช่วยเหลือด่วน คือ ข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพด ถั่ว ส่วนยางพารา กับ อ้อย ก็กระตุ้นกองทุน ถ้าชาวบ้านอยู่ไม่ได้ รัฐราชการก็ไปไม่รอด

ในความหลากหลายของเครื่องมือทุ่นแรงการเกษตร รวมทั้งบริการเครื่องทุ่นแรง ระบบชลประทาน ระบบสายพันธุ์ สุดท้าย ระบบการตลาด รัฐมีระบบรองรับไว้หมด แต่ไปติดขัดที่ราคาผลผลิตที่ไม่ได้ดั่งใจ ชาวนาขายข้าวเป็นกิโลกรัม เป็นตัน เป็นข้าวเปลือก มีแบบขายข้าวสารบ้าง แต่น้อย บางแห่งเป็นข้าวอินทรีย์ในวงจร แปรรูปผลิตภัณฑ์ข้าว ส่วนใหญ่ไปอยู่ในระบบทุน ไม่ได้อยู่ในมือของชาวนา นับตั้งแต่โรงสีเป็นต้นไป

ต้นทุนการปลูกข้าวที่แพงสูงขึ้น

ปัจจุบันข้าวไร่ในไทย (Upland rice) หรือ ข้าวที่ปลูกได้ทั้งบนที่ราบและที่ลาดชัน น่าจะมีน้อยลง เพราะข้าวไร่คือพื้นที่บุกเบิกใหม่ๆ เท่านั้น พื้นที่บุกเบิกเดิม น่าจะเป็นที่สวนไปแล้ว ปกติชาวนาจะปลูก “ข้าวนา” หรือ ข้าวนาน้ำฝน (พฤษภาคมถึงตุลาคมและเก็บเกี่ยวสิ้นสุดไม่เกินกุมภาพันธ์) และข้าวนาปรัง ที่ปลูกนอกฤดูการทำนาปกติ

มาดูต้นทุนการปลูกข้าวหรือการผลิตข้าว จากท้องที่บ้านนอกแห่งหนึ่งในภาคอีสานเป็นต้นทุนราคาโดยประมาณ ราคาข้าวในปี 2564 ณ ตุลาคม ราคาข้าวเหนียว เก่าตันละ 5,700-6,200 บาท แต่ละพื้นที่อาจมีขึ้น ลง ราคาข้าวเจ้า (มะลิ) ราคาตันละ 6,000-7,000 บาท ซึ่งถือได้ว่าเป็นราคาที่ตกต่ำ กว่าทุกปี ในทางกลับกันต้นทุนในการทำนาปี 2564 กลับมีราคาสูงขึ้นซึ่งเป็นสินค้าของนายทุน เช่น (1) น้ำมันดีเซลลิตรละ 30 บาท ขึ้นลงตามท้องตลาด (2) น้ำมันเบนซิน 91-95 ลิตรละ 30-32 บาท ราคาขึ้นลงตามท้องตลาด (3) ค่าไฟฟ้า ชาวนาบางพื้นที่ใช้ ค่าไฟก็มีราคาแพง (4) ราคาปุ๋ยเคมี (N-P-K) ในนาข้าวได้แก่ (4.1) ปุ๋ยรองพื้นมีทั้งเคมีและชีวภาพ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าปุ๋ยใบ ถ้าเป็นเคมี เช่น ปุ๋ยยูเรีย สูตร 46-0-0 ราคากระสอบละ 900-1000 บาท ถือว่าแพงกว่าทุกปีเป็นเท่าตัว ส่วนปุ๋ยชีวภาพ กระสอบละ 500-700 บาท ถือว่าแพงกว่าทุกปีเป็นเท่าตัว (4.2) ปุ๋ยเคมีสูตร 16-16-8 16-20-0 ชาวบ้านเรียกสูตรแตกกอ ระยะสร้างรวงอ่อน อายุ 55-60 วัน ราคากระสอบละ 900 บาท ถือว่าแพงกว่าทุกปี ที่ปกติจะซื้อกระสอบละ 600-700 บาท (4.3) ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ที่ชาวบ้านเรียก สูตรรับรวง กระสอบละ 920 บาท ถือว่าแพงกว่าทุกปี ที่ปกติทุกปีจะราคา 750-820 บาท เป็นที่น่าสังเกตว่า ทำไมปุ๋ยยูเรีย สูตร เอาใบ สูตร 46-0-0 ของเจียไต๋ ราคาแพงเท่าตัวในปีนี้ แถมขาดตลาดบางช่วงอีกต่างหาก ข้อสังเกตเรื่องดิน นาในภาคกลางมักเป็นดินเหนียว มีธาตุโพแทสเซียม (K) พอเพียงกับความต้องการของต้นข้าวแล้ว ส่วนดินในภาคอีสานนั้น ส่วนใหญ่เป็นดินร่วนปนทรายถึงดินทราย ดินประเภทนี้จะขาดธาตุโพแทสเซียม (K) จึงต้องใส่ปุ๋ย สูตร 16-16-8

นี่ยังไม่รวมต้นทุนจิปาถะอื่นใดที่อาจมี ค่ารถไถ ค่าเมล็ดพันธุ์ ค่ายาฆ่าหญ้า ฆ่าเพลี้ย ค่าประทัดไล่นก ค่าเกี่ยวข้าว ค่าจ้างอื่น ค่าสูบน้ำเข้านา ฯลฯ ข้อสังเกตทำไมสินค้าของกลุ่มนายทุนจึงแพง แต่ราคาข้าว ซึ่งคนส่วนใหญ่ทั่วไปใช้รับประทาน ถึงราคาตกต่ำ มันไม่สมดุลกับต้นทุนที่ชาวนาได้ลงไป นี่ล่ะคือชีวิตชาวนาที่เป็นกระดูกสันหลังที่สร้างให้พ่อค้าคนกลาง คนส่งออก คนผลิตปุ๋ย เกี่ยวกับข้าวจนร่ำรวยเป็นล่ำเป็นสัน แต่ชาวนายังถูก เอาเปรียบเหมือนเช่นเคย แล้วชาวนาจะพึ่งใครได้ รัฐบาล นักการเมืองหรือผู้มีอำนาจต้องมีการดูแลเกษตรกรอย่างเป็นระบบ เมื่อหาเสียงก็อ้างชาวนาเป็นวาทะอันสละสลวย คำพูดสวยดูดีข้ออ้างเดิมๆ ที่ใครต่อใครได้ฟังก็ชอบ แต่ผลสุดท้ายกำไรไปตกที่นายทุน หลายตระกูลร่ำรวยจากการเกษตร การค้าขายข้าว หรือ ผลผลิตที่เกี่ยวกับข้าว ที่ชาวนาทำขึ้น บางคนเป็นรัฐมนตรี สรุปคนผลิตข้าว มีแต่หนี้สิน รกรุงรัง แต่คนรับข้าวไปขายต่อ พ่อค้าคนกลาง มีแต่รวยกับรวย คนรับซื้อข้าว อาจได้เป็นนักการเมืองผู้โด่งดัง เป็นรัฐมนตรีได้ แต่ชาวนาก็ยังเป็นชาวนาผู้ยากจนอยู่

วาทกรรมลวงโลกของระบบทุนนิยมเสรี

ตามหลักการทุนนิยมอาจดี เพราะ มี free & fair แต่กลับเป็น “วาทกรรมลวงโลก” ที่ไม่ดีตรงที่มันนำไปสู่การผูกขาดทุนได้ โดยเฉพาะในเครื่องมือทำมากิน เช่น ปัจจัยที่ดิน (Land) มีนักวิชาการวิพากษ์ทุนนิยมไทยว่า ไทยกำลังอยู่ในระบบ neo-baron (คณะขุนนางใหม่) เป็นเสรีนิยมใหม่แบบผู้นำทหารครองเมือง แทนที่รัฐจะแทรกแซงการตลาดในบางช่วงบางขณะ แต่รัฐกับนายทุนใหญ่กลับร่วมมือกัน อันจะทำให้เกิดการผูกขาดที่มากขึ้น สุดท้าย การมีส่วนร่วมของประชาชนถูกกีดกัน เป็นการปิดกั้นเสรีภาพ มีความเหลื่อมล้ำสุดๆ GDP เป็นของคนไทยเพียงแค่ 1% เท่านั้น มีการเสนอทางออกด้วยการ (1) สนับสนุนพรรคการเมือง ที่ส่งเสริม เศรษฐกิจชุมชน SMEs เป็นนักการเมืองน้ำดี (2) สร้างแรงกระเพื่อมทางปัญญาที่ต้องทำต่อเนื่อง (3) ขับเคลื่อนหนุนเนื่องพลังผู้บริโภค (Consumer Power) นึกไปถึงพลัง อสม.ในการแก้ไขปัญหาสาธารณสุขพื้นบ้าน (4) สร้าง web page online สร้างพลังกลุ่มได้ เอาข้อเท็จจริงเพียง 3 อย่างคือ ข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง น่าเชื่อถือ เพียงพอ

แถมส่งท้ายเรื่องข้อตกลง CPTPP มีผลดีผลเสียแก่ประเทศไทยอย่างไร

ข่าวรัฐบาลไทยประวิงเวลาการเข้าร่วมในข้อตกลง CPTPP ที่ย่อมาจาก Comprehensive and Progressive Agreement of Trans-Pacific Partnership มีสมาชิก 11 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น แคนาดา เม็กซิโก เปรู ชิลี ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ มาเลเซีย บรูไน และเวียดนาม ที่มีข่าวว่าจีนจะขอเข้าร่วมด้วย ความตกลงนี้เริ่มมาแต่ปี 2006 เดิมเรียก TPP มีสหรัฐอเมริกาด้วย แต่ถอนตัวออกในปี 2017 เป็นข้อตกลงทางการค้ากับประเทศแถบภาคพื้นแปซิฟิก ที่มีประชากรกว่า 500 ล้านคน และ GDP กว่า 13.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ

ข้ออ้างว่าเป็นผลดีแก่ประเทศไทย เช่น โอกาสที่ไทยจะพัฒนาเป็นตลาดใหญ่ได้ ไทยจะสามารถขยายฐานการผลิตให้ใหญ่ได้ เป็นผลดีต่อนักลงทุนและการส่งออกได้มากขึ้น โอกาสเงินทุนไหลเข้าประเทศมากขึ้น ไทยสามารถสร้าง “มาตรฐานการค้าคุณภาพสูงสุดในเวทีโลก”

ข้ออ้างว่าเป็นผลเสียแก่ประเทศไทย ในภาพรวมในระยะยาว เกรงว่าเกษตรกรไทยจะเสียเปรียบนายทุน จึงไม่ดี เนื่องจาก (1) ถูกร่างโดยประเทศที่พัฒนาแล้ว จึงเอื้อประโยชน์ให้กับ ประเทศที่พัฒนาแล้ว ที่ยึดถือหลัก “กลไกทางตลาด” ระบบเศรษฐกิจปลาใหญ่กินปลาเล็ก อาจทำให้คนรากหญ้าด้อยโอกาสไม่สามารถเข้าถึงบริการพื้นฐานด้านสาธารณูปโภค ในสินค้าจำเป็นได้ (2) การแก้ไขกฎหมายด้านการเกษตร ทำให้เกษตรกรไม่สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้เพาะปลูกเองได้ นอกจากนี้ ต้นทุนการผลิตด้านการเกษตรและยาจะสูงขึ้น ยากที่จะเกิดแบรนด์ไทย ทำให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาตีตลาดง่าย (3) ประชาสังคมไทย (Civil Society) ชุมชนไทยเป็นสังคมพึ่งการเกษตร มีเกษตรกรเป็นกลุ่มอาชีพหลักที่ยังไม่เข้มแข็ง รัฐขาดการส่งเสริมองค์กรชุมชนรากหญ้า การกระจายอำนาจล้มเหลว รัฐใช้ระบบ “รัฐราชการรวมศูนย์” รัฐเชื่อฟังแต่ราชการ ปิดหูปิดตาคนรากหญ้า สร้างความเหลื่อมล้ำในหลายๆ มิติแก่ชุมชน และประชาชน โดยเฉพาะโอกาสทางเศรษฐกิจ (ไม่กระจายทุน) และ การกระจายอำนาจให้แก่ท้องถิ่นแบบเทียมๆ ที่ขาดตอนไม่ต่อเนื่องและยั่งยืน เป็นต้น

ข้ออ้างอื่นว่า หากไทยไม่ร่วมมือด้วย กลุ่มจะไม่ซื้อสินค้าเกษตรไทย ข้อที่เสียมาก คือ การผูกขาดพืชพันธุ์ทุกชนิด ให้ซื้อเมล็ดพันธุ์ของกลุ่มจากบริษัทอุตสาหกรรมเท่านั้น ไม่ซื้อเมล็ดพันธุ์ ก็จะไม่รับซื้อสินค้าเกษตรนั้น และต้องซื้อทุกๆ ปี เมล็ดพันธุ์ถูกผูกขาด เมล็ดพันธุ์ เรียกว่า เมล็ด F1 ปลูกแล้วขยายพันธุ์ไม่ได้ บังคับต้องซื้อใหม่ทุกๆ ปี ราคาแพง พืชพันธุ์ เมล็ดพันธุ์ที่ขายตามท้องตลาด ใส่ซองขาย ฯลฯ คือ F1 ปลูกได้ครั้งเดียวขยายพันธุ์ ไม่ได้ ข้าวที่ชาวนาภาคกลางปลูก เพื่อการขาย ก็เช่นกันเป็น F1 นายทุนซื้อข้าวเปลือกชาวนา ราคา กก.ละ 4.5-8 บาท แต่ชาวนาซื้อเมล็ดพันธุ์ กก.ละ 50-60 บาทและราคาจะแพงขึ้นเรื่อยๆ เทคนิคผู้ขายเมล็ดพันธุ์อาจนำเอาผลผลิต F1 ที่ชาวนาปลูกและขายให้นี้ไปใช้สารกระตุ้นแล้วนำกลับมาขายให้ชาวนาปลูกก็เป็นได้ แต่ชาวนาเอาข้าวที่ปลูก ได้ผลผลิต มาทำพันธุ์ ปลูกไม่ได้หรือ ได้ผลผลิตน้อยมาก เมื่อเอา ผลผลิต F1 มาปลูก เรียกว่า F2 ที่ต้องนำไปขาย ใช้ทำพันธุ์ไม่ได้

สรุป CPTPP ผูกขาดพันธุ์พืช บังคับซื้อแต่ของกลุ่ม สูญพันธุ์พืชสินค้าเกษตรไทย จากข้าวต่อไปอาจเป็น ทุเรียน เงาะ ลำไย ฯลฯ พืชพันธุ์ไทยทุกชนิด อาจสูญพันธุ์ เป็นความร้ายของ CPTPP ที่เกษตรกรไทยพึงระวัง ที่อาจทำให้ “วัฒนธรรมวิถีข้าวไทยหายไปจากสารบบโลก” ก็ได้ จึงมีข่าวว่า ชาวนาค้านร่าง พ.ร.บ.ข้าว (2562) หวั่นถูกผูกขาดเมล็ดพันธุ์ที่รัฐบาลกำลังจะนำเสนอต่อรัฐสภา

ความล่มสลายของราคาสินค้าการเกษตร ในทางการตลาดโลก การรวมกลุ่มประเทศสินค้าเกษตร เพื่อต่อรองเพดานราคาขั้นต่ำสินค้า เช่น ข้าว เป็น “การฮั้ว” กันของระบบทุนนิยมเสรี ของกลุ่มประเทศยากจน แต่การฮั้ว “ราคาน้ำมัน” เป็นของกลุ่มประเทศร่ำรวย (ประเทศอุตสาหกรรม) ที่มีต้นทุนราคาที่แตกต่างกันมากๆ อย่าลืมว่าในประเทศไทยนั้น GDP หลักคือการเกษตร ที่ต้องเหลียวมามองเกษตรกรให้ลืมตาอ้าปากได้ มีผู้ตั้งสังเกตว่า “การยึดอำนาจรัฐ” หรือรัฐประหารไทยที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้งนั้น ก็เพราะอำนาจจากชนชั้นนำได้เสื่อมตกไปเป็นอำนาจของประชาชนมากเกินไป จนชนชั้นนำมีความรู้สึกว่าไม่สุขสบายเริ่มสูญเสีย จึงเกิดการยึดอำนาจ แล้วประชาชนรากหญ้าได้อะไร ไม่เข้าใจ

เกมส์ pc เล่น 2 คน ข้าวไทยยังไม่หายไปไหน

เกี่ยวกับผู้เขียน: aphelon

แนะนำ